เพชรสังเคราะห์ Synthetic Diamonds

เพชรสังเคราะห์คือเพชรที่เกิดจากการสังเคราะห์โดยน้ำมือมนุษย์ผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่ถูกเก็บความลับมาเป็นเวลานานจนในปีคริสต์ศักราช 1950 จึงถูกเปิดเผยออกมา และได้ค้นพบวิธีการเจียระไนจนสำเร็จในปี 1955 (พ.ศ. 2498) ซึ่งอาจจะเป็นเพราะในช่วงแรกนิยมนำเพชรสังเคราะห์ไปใช้เกี่ยวกับอุตสาหกรรมมากกว่าจะนำมาทำเป็นเครื่องประดับ แต่อย่างไรก็ดีปีๆ หนึ่งก็มีการผลิตเพชรที่ถูกสังเคราะห์ออกมาเป็นจำนวนมากกว่า 80 ตัน ต่างจากในอดีตทำให้เพชรสังเคราะห์ถูกผลิตขึ้นมาปะปนกับเพชรแท้เป็นจำนวนมาก นั่นเพราะคุณสมบัติที่พัฒนาขึ้นและ มีตำหนิที่น้อยลง จนใกล้เคียงมากกับเพชรของจริง ถือได้ว่าเป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่งของผู้ที่บริโภคและผู้ที่ชอบจับจ่ายซื้อ-ขายเครื่องเพชรเป็นอันมาก เพราะเสี่ยงต่อการถูกหลอกเอาได้ง่ายๆ

เหตุผลที่ทำให้เกิดเพชรสังเคราะห์ (Synthetic Diamonds) น่าจะเป็นเพราะราคาที่สูงริบริ่วของเพชรแท้ ทั้งเม็ดที่มีความบริสุทธิ์มากๆ ยังหายากอีกด้วย แต่คุณสมบัติของเพชรสังเคราะห์นั้นเทียบเท่าหรือพอๆ กับเพชรแท้เลยก็ว่าได้ ต่างจากเพชรเทียม (Diamond Substitutes) ที่จะไม่มีแร่คาร์บอนที่เป็นส่วนผสมหลักของเพชรแท้ตามธรรมชาติอยู่เลย ทำให้เพชรสังเคราะห์นั้นมีคุณภาพดีกว่าเพชรเทียมเป็นอันมาก เพราะเพชรเทียมนั้นทำเลียนแบบขึ้นมาจากเพชรแท้แต่จะมีคุณสมบัติทางกายภาพที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับเพชรแท้และเพชรสังเคราะห์ แม้ภายนอกจะมีความคล้ายคลึงแค่ไหนก็ตาม

เราสามารถผลิตเพชรสังเคราะห์ได้จากหินแกรไฟต์ (Graphite) โดยสังเคราะห์เพชรขึ้นมาจากองค์ประกอบทางเคมีที่ต้องใช้ความร้อนจากแรงดันไฟที่มีความร้อนสูงถึง 1,400 องศาด้วยความดันสูงกว่า 55,000 และต้องใช้โลหะในสถานะของเหลวเพื่อการหลอมรวมและเปลี่ยนสภาพของหินแกรไฟต์ให้กลายเป็นเพชรในที่สุด ดังนั้นจึงไม่อาจพูดได้ว่าเพชรสังเคราะห์นั้นไม่ใช่เพชร แค่เป็นเพชรที่ถูกสังเคราะห์ขึ้นซึ่งจะมีคุณสมบัติที่อาจจะเทียบเท่า หรือพูดได้เลยว่าคุณสมบัติเหมือนกับเพชรแท้ทุกๆ ประการจนแทบจะแยกออกจากกันไม่ได้ด้วยตาเปล่า แต่ถ้าลองดูดีๆ โดยอาศัยเครื่องมือจากผู้เชี่ยวชาญจะเห็นว่ามีตำหนิพอสมควรแต่เรื่องความแข็งนั้นเองก็มีมากพอๆ กับเพชรแท้ คุณสมบัติทางกายภาพเรียกได้ว่าไม่แตกต่างกันนัก

รับซื้อเพชรให้ราคาสูง
รับซื้อเพชรให้ราคาสูง

แต่อย่างไรเพชรสังเคราะห์ก็คือเพชรสังเคราะห์แม้ไม่เหมือนเพชรเทียมแต่ก็ไม่ใช่เพชรแท้อยู่ดี ลองมาดูเพชรเทียมที่รู้จักกันดีในแต่ละชนิด
ซึ่งมีทั้งหมด 6 ชนิด ด้วยกันที่ถูกพูดถึงในตลาดเพชรกันอย่างแพร่หลาย

  1. คิวบิกเซอร์โคเนีย (Cubic Sirconia) คือ เพชรรัสเซีย ที่รู้จักกันว่าเป็นเพชรเทียมที่ได้รับความนิยมที่สุด จะมีค่าดัชนีหักเหน้อยกว่าเพชร แต่การกระจายแสงจะสูงกว่าเพชรรัสเซียจึงมีประกายค่อนข้างจะแวววาวเทียบเท่ากับเพชรมาก สังเคราะห์ขึ้นมาจากเซอร์โคเนียไซด์ (ZrO2) ผสมกับแคลเซียมไดออกไซด์ หรือ Yttrium Oxide (Y2O3) ด้วยนิดหน่อยเพื่อให้เกิดความเสถียร มีลักษณะเป็นผลึกโมโนคลินิก (Monoclinic) หรือผลึกรูปคิวบิกจึงมักเรียกกันเช่นนั้น
  1. Yttrium (Aluminium Garnet) หรือ Diamomiar มีค่าดัชนีหักเหต่ำกว่าเพชรเล็กน้อย มีความสว่างและการกระจายแสงที่ต่ำ มีค่าถ่วงจำเพาะมากกว่าเพชรอยู่ที่ 4.65 มีความแข็งเท่ากับ 8 Moh’ Scale
  1. Gadolinium Gallium Garnet มีค่าดัชนีหักเหใกล้เคียงกับเพชรมาก มีความกระจายตัวของแสงสูงพอๆ กับเพชร มีค่าความถ่วงจำเพาะมากกว่าเพชรอยู่ที่ 7.05 ความแข็งตามหลัก Moh’ Scale คือ 7
  1. Strontium titanate เรียกกันในอีกชื่อหนึ่งว่า Fabulite , Starilian , Wellington โดยจะมีค่าดัชนีหักเหและการกระจายของแสงที่สูงกว่าเพชรโดยทั่วไป แต่จะมีความแวววาวเป็นพิเศษ มีประกายที่สวยงามมากกว่าแต่สีจะอ่อนๆ ความถ่วงจำเพาะจะอยู่ที่ 24.26 จึงมักจะถูกขีดข่วนได้ง่ายมาก มีความแข็งในระดับอยู่ที่ 5 แต่เวลานำไปทำเป็นเครื่องประดับเพชรหรือขึ้นรูปจะทำให้เครื่องเพชรขุ่นมัวเล็กน้อย
  1. Synthetic rutile หรือที่เรียกกันว่า Titania ถือได้ว่ามีค่าของดัชนีหักเหและการกระจายแสงสูงมาก สวยที่สุดในบรรดาเพชรเทียมทั้งหลาย แต่มักไม่ค่อยบริสุทธิ์เท่าไหร่เทียบกับเพชรจริงไม่ได้ จึงทำให้มองเห็นเป็นสีเหลืองปนอยู่เล็กน้อยไปจนถึงค่อนข้างจะอ่อน ส่วนความถ่วงจำเพาะอยู่ที่ 5.15 แข็งในระดับที่ 6 ตามหลัก Moh’ Scale
  1. Synthetic sapphire กับ Synthetic spinel ถือได้ว่าเป็นเพชรเทียมยุคแรกๆ เลย แต่กลับในเรื่องของคุณภาพและความแวววาวนั้นจะน้อยกว่าเพชร มีความแข็งมากเมื่อวัดจาก Moh’ Scale แข็งถึงในระดับ 9 และ 8 ทำให้เป็นเพชรเทียมที่มีความแข็งแรงทนทานเป็นอย่างมาก

Powered by keepvid themefull earn money