“เพชร” ระดับเกรดต่างกันอย่างไร?

ความสวยตามมาตรฐานของเพชรสามารถดูภายนอกได้ด้วยปัจจัยดังนี้ หนึ่ง “น้ำเพชร” หรือน้ำหนักนับเป็น “กะรัต” เพชร ต้องเป็นเพชรที่ไม่มีตำหนิตรงกลางเม็ด ถึงแม้จะมีก็ไม่ควรจะเห็นเด่นชัดหรือมีตำหนิเล็กๆ บริเวณรอบๆ ของตัวเพชรเท่านั้น สอง “สี” ของเพชรที่สะท้อนในเพชรเม็ดขาวใส จะสะท้อนสีในระดับตามมาตรฐานของเพชรตั้งแต่สีชมพู ฟ้า เหลือง เพชรที่สะท้อนสีชมพูนั้นจะดูราวกับเพชรที่แทบไม่มีสีใดๆ เลยเป็นเพียงสีชมพูระเรือที่มีความใสมากๆ สาม “เหลี่ยมเพชร” ขึ้นอยู่กับการออกแบบและการเจียระไน การเจียระไนแบบเกสรจะเป็นที่นิยมมากที่สุด คือ จะมี 16 เหลี่ยมที่มักจะอยู่บนแหวนเพชรราคาแพง เพราะเป็นเกรดการเจียระไนที่ทั้งละเอียดและสวยงามที่สุด

ส่วนการแบ่งเกรดของเพชรถ้ายึดตามหลัก 4C’s จะมี ดังนี้

  •  Cut ( การเจียระไน )
  •  Clarity ( ความสะอาด )
  •  Carat Weight ( น้ำหนักเพชร )
  •  Carat Weight ( น้ำหนักเพชร )

ส่วนที่แบ่งเป็นเกรดของเพชรอย่างเป็นรูปธรรมจะมีด้วยกัน 4 เกรดด้วยกัน ดังนี้

เพชรเกรด A

เพชรเกรดดีที่สุดต้องระดับ A เท่านั้น นั่นทำให้เพชรเกรดนี้ราคาดีที่สุด เพชรน้ำงามระดับเอจะมีสีออกชมพูเรืออ่อนๆ หรือเป็นเพชรที่มีสีออกฟ้าอ่อนๆ ซึ่งถือเป็นสีที่ค่อนข้างจางมากจนแทบจะไม่เห็นสีอะไรเลย การเจียระไนเหลี่ยมเพชรจะต้องเป็นแบบ Double Cut ต้องได้สัดส่วนที่ดีสม่ำเสมอกัน เส้นของเพชรจะต้องตรงไม่มีส่วนที่เว้าหรือโค้ง ที่เป็นสาเหตุให้แสงหรือประกายของเพชรกระจายออกด้านข้างได้ไม่ค่อยสม่ำเสมอ ทำให้เวลาแสงมาตกกระทบที่เพชรแล้วดูไม่สวยงาม ส่วนเพชรเกรด A ที่มีลำดับดีที่สุดในบรรดาเพชรนั้นจะต้องมาจากเบลเยี่ยม แต่สำหรับเพชรเบลเยี่ยมนั้นหายากเต็มที ในประเทศไทยเองก็มีอยู่ไม่มากนัก

รับซื้อเพชรให้ราคาสูง

เพชรเกรด B

เพชรเกรด A คือเพชรที่มีราคาแพงที่สุด เพชรในระดับบีจึงเป็นเพชรที่มีราคารองลงมา แต่เมื่อเทียบกันก็ยังคงแพงอยู่ในฝั่งเอเชียตามค่าเงินและเศรษฐกิจเพชรเกรด B นั้นมีราคาแพงไม่ต่างอะไรกับเกรด A สำหรับฝั่งยุโรปอาจพอพูดได้ว่าเพชรเกรด B นั้นก็ไม่ได้แพงเทียบเท่ากับเกรด A นัก แต่สำหรับคนเอเชียแล้วมันไม่ใช่อย่างนั้น แต่อย่างไรก็ยังเป็นเกรดของเพชรคุณภาพที่มีคนนิยมซื้อมาเจียระไนขึ้นรูปเป็นเครื่องประดับอันสวยงามกันเป็นจำนวนมาก เพชรเกรดนี้จะมีสีออกค่อนข้างเจือๆ สีเหลืองอ่อนๆ ไม่ค่อยมีตำหนิถึงมีก็จะอยู่ในมุมข้างๆ เม็ดมากกว่าจะอยู่ตรงกลางเม็ดเพชร ซึ่งเป็นคุณภาพของเพชรในระดับเอเช่นกัน เพชรระดับดีจึงไม่ควรมีตำหนิให้เห็นเด่นชัดที่ตรงกลางของเพชร การเจียระไนเองก็จะต้องดีทีสุด คือในระดับ Double Cut แล้วก็เป็นเพชรที่มาจากประเทศเบลเยี่ยม เห็นชัดว่าเพชรที่มีต้นกำเนิดหรือขุดพบในเบลเยี่ยมนั้นจะอยู่ในระดับ A หรือ B ทั้งสิ้น ซึ่งแน่นอนว่าราคาก็จะต้องแพงที่สุดด้วยแน่นอน

รับซื้อเพชรให้ราคาสูง

เพชรเกรด C

เกรด C ของเพชรไม่ถึงกับดีระดับพรีเมี่ยมแต่ก็เป็นเพชรในระดับกลางที่ได้รับความนิยมพอควร นิยมนำมาทำเป็นเครื่องประดับหลากหลาย ซึ่งคนทั่วไปก็สามารถซื้อหามาให้กันหรือซื้อมาเป็นเครื่องประดับประจำตัวสักชิ้นหนึ่งได้ เพราะราคาไม่แพงสักเท่าไหร่หาซื้อง่าย มีขายทั่วไปต่างจากเพชรในระดับ A และในระดับ B เป็นเพชรน้ำงามพอควรจึงมีสีใสออกเหลืองแต่ความเข้มข้นนั้นมากกว่าเพชรเกรด B แต่จะมีจุดที่เป็นรอยมากกว่า ตำหนิที่เห็นได้จะอยู่บนเม็ดเพชรโดยตรงนั้นจึงทำให้เพชรเกรด C มีราคาที่ไม่แพงนัก (เพราะมันยังคงมีรอยตำหนิอยู่นั้นเอง ส่วนเพชรในระดับ A B แทบจะเรียกได้ว่าเพชรไร้รอยตำหนิ) เพชรเกรด C เจียระไนแบบ Double Cut เช่นกัน แต่ว่าเหลี่ยมเพชรจะไม่เนียบเท่า คือจะเป็นเหลี่ยมของเพชรที่มีส่วนที่เป็นจุดเว้าเล็กน้อย แล้วก็จะมีบ้างที่มีส่วนที่ไม่สม่ำเสมอกัน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้แสงและประกายของเพชรแสดงออกมาอย่างไม่ค่อยสม่ำเสมอสักเท่าไหร่ เมื่อนำไปเทียบกับเกรดที่ดีกว่าความแวววาวจะไม่เท่ากัน แน่นอนว่าเกรด B จะต้องสวยและแวววาวมากกว่า แต่อย่างไรก็ดีเพชรเกรด C ก็มีราคาที่แตะต้องได้มากกว่า

รับซื้อเพชรให้ราคาสูง

เพชรเกรด D

เพชรเกรด D แม้จะราคาถูกแต่ไม่ค่อยได้รับความนิยม เพราะเป็นเพชรที่มีน้ำไม่ค่อยงาม สำหรับเพชรไร้สีจะมีสีออกเหลืองเข้มๆ รอยตำหนิเองก็มีเยอะจนไร้ราคา อย่างที่ว่ากันว่าเพชรมีตำหนิราคาจะต่ำ ซึ่งจะเห็นเป็นรอยตำหนิที่เด่นชัดตรงกลางของตัวเม็ดเพชรเลย แล้วเหลี่ยมเองก็ไม่สม่ำเสมอ เหลี่ยมเพชรที่จะทำให้เพชรเปล่งประกายจะต้องเนียบสม่ำเสมอกัน ทำให้มักจะนำมาทำแบบ Single Cut มากกว่า หรือเจียระไนเป็นเพชรล้อมรอบตัวเครื่องประโดยมีเพชรคุณภาพดีในระดับต้นๆ อยู่ตรงกลาง

รับซื้อเพชรให้ราคาสูง

Powered by keepvid themefull earn money