ส่วนประกอบต่างๆ ของ “ใบเซอร์เพชร”

ใบเซอร์เพชรสำหรับรับรองคุณภาพนี้ สามารถออกได้จากหลากหลายสถาบันด้วยกัน ทั้งสถาบันอัญมณีที่เป็นสากลจากต่างชาติรวมทั้งสถาบันอัญมณีของไทยอย่าง AIGS, GIT สถาบันอัญมณีของต่างประเทศ ได้แก่ GIA, HRD, IGI, AGS, EGL แต่สถาบันอัญมณีที่ได้รับความนิยมและเป็นที่ยอมรับก็คือ GIA ซึ่งจะขอนำมายกตัวอย่างวิธีการอ่านใบเซอร์เพชรเพื่อเป็นตัวอย่างสำหรับคนที่คิดจะซื้อและขายเพชรดู ขอยกตัวอย่างส่วนประกอบของใบเซอร์ของ GIA ให้ได้ฟังกันเป็นอย่างแรกก่อน โดยใบรับรองเพชรนี้จะประกอบไปด้วยส่วนต่างๆ ดังนี้

ใบเซอร์เพชรจะมีทั้งหมด 4 ส่วน ดังนี้

 จุดแรก 1 GIA Diamond Dossier จะแสดงลักษณะต่างๆ ของเพชรเม็ดนั้น ลักษณะเฉพาะ ลักษณะพิเศษ เป็นต้น

  1. วันที่ที่ออกใบเซอร์เพชร
  2. ตัวเลขใบเซอร์เพชร 10 หลัก ซึ่งก็คือตัวเลขที่อยู่บนตัวเรือนเครื่องเพชร เช่น แหวนเพชรจะมีตัวเลขสลักเอาไว้บนขอบเพื่อแสดงให้เห็นว่าใบเซอร์ใบนี้กำกับเพชรเรือนใด โดยผ่านการยิงเลเซอร์เพื่อสลักเลขกำกับเอาไว้บนแหวนเพชร พร้อมทั้งกำกับชื่อสถาบันที่ออกใบเซอร์ GIA
  3. ลักษณะรูปทรงของเพชร เช่น
  • Round Brilliant เพชรทรงกลมเหลี่ยมเกสร
  • Square เพชรทรงสี่เหลี่ยม
  • Oval เพชรรูปไข่
  • Pear เพชรทรงหยดน้ำ
  • Marquise เพชรทรงเม็ดข้าว เป็นต้น
  1. แสดงสัดส่วนของเพชรด้วยหลักความกว้างและความยาว แล้วคูณกับความลึกของเพชรโดยใช่หน่วยมิลลิเมตรเป็นเกณฑ์
รับซื้อเพชรให้ราคาสูง

จุดที่ 2  Grading Results จุดนี้จะแสดงลักษณะภายนอกของเพชรตามหลัก 4C’s ที่เป็นหลักมาตรฐานสากลทั่วโลก

  1. C – Carat น้ำหนักของเพชรตามหน่วยกะรัต ตามหลักการดูเพชรเบื้องต้นจะใช้เกณฑ์ เพชร 1 กะรัต เท่ากับ 200 มิลกรัม และ 5 กะรัตเท่ากับ 1 กรัม และนอกจากนั้นเพชร 1 กะรัตจะ เท่ากับ 100 สตางค์ เช่น เพชร 0.25 กะรัต เท่ากับ 33 สตางค์ เป็นต้น ถือได้ว่าเป็นส่วนที่ดูมูลค่าของเพชรได้ง่ายที่สุดแล้ว ซึ่งถ้ามีใบเซอร์ก็สามารถดูได้โดยไม่ต้องอาศัยความรู้และความเชี่ยวชาญใดๆ
  2. C – Color เนื้อสีของเพชร หรือที่หลายคนเรียกกันว่าเพชรน้ำงาม “น้ำ” ของเพชรนี้ก็คือเนื้อสีเพชรนั่นเอง จะนับกันเป็นตัวเลขและตัวอักษรตั้งแต่สีเกรด D-Z , D-F , G-J สำหรับเกรดเพชรไร้สี Colorless ก็คือตั้งแต่เกรด D-F หรือ D = เพชรน้ำ 100 E = เพชรน้ำ 99 F = เพชรน้ำ 98 และสำหรับเพรชเกือบไร้สี Near Colorless ก็จะนับตั้งแต่ G-J ได้แก่ G = เพชรน้ำ 97 H = เพชรน้ำ 96 I = เพชรน้ำ 95 J = เพชรน้ำ 94 เป็นต้น ซึ่งถ้าเครื่องประดับเพชรชิ้นนั้นมีเพชรหลากเม็ด ในใบเซอร์เพชรจะบอกรายละเอียดของเพชรเม็ดที่ใหญ่ที่สุด แต่ใบเซอร์ของบางร้านก็จะบอกรายละเอียดทั้งหมดเอาไว้ด้วย และก็จะมีทั้งแบบที่บอกเป็นตัวเลขและตัวอักษร
  3. C-Clarity ความใสสะอาดบริสุทธิของเพชร สำหรับเพชรยิ่งขาวบริสุทธิ์และไร้สีก็ยิ่งจะราคาแพง โดยเฉพาะถ้าเป็นเพชรที่ไร้ตำหนิด้วยแล้วล่ะก็ โดยจะวัดกันตั้งแต่เพชรไร้ตำหนิไปจนถึงเพชรที่มีตำหนิ แบ่งเป็นเพชรที่มีตำหนิขนาดเล็กที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าถึงเพชรทีมีรอยตำหนิขนาดใหญ่ที่มองเห็นเด่นชัด
  4. C – Cut สัดส่วน และคุณภาพของการเจียระไนเพชรที่มีอยู่หลายระดับด้วยกัน มีตั้งแต่ระดับในการเจียระไน ตั้งแต่ที่ดีที่สุดไปจนถึงการเจียระไนที่อยู่ในระดับต่ำสุด คือ Excellent , Very Good , Good , Fair , Poor โดยการพิจารณาสัดส่วนนี้จะพิจารณาจาก 3 หัวข้อหลักสำคัญ ดังนี้ การเจียระไนเพชร Cut , การขัดเงาเพชร Polish , ความสมมาตรของเพชร Symmetry

จุดที่ 3  Additional Grading Information ส่วนนี้จะแสดงลักษณะอื่นๆ ที่สำคัญของเพชร

  1. การขัดเงาเพชรในกระบวนการของการเจียระไน
  2. ความสมมาตรของเพชร
  3. การส่องสะท้อนแสงหรือฟลูออเรสเซน รวมทั้งการส่องแสงภายใต้แสงสีม่วง
  4. ระบุรอยตำหนิของเพชร แบ่งเป็น 3 เกรด คือ Ideal , Good , Poor
  5. ตัวเลขกับกับเพชรแต่ละชิ้น ซึ่งจะต้องตรงตามใบเซอร์นั้นๆ

จุดที่ 4  สัดส่วนของเพขร สัดส่วนตรงบริเวณหน้าตัดของเพชร พร้อมกับระบุขนาดของเพชรรวมทั้งเหลี่ยมองศาและมุมต่างๆ ของเพชรเม็ดนั้น
โดยจะระบุข้อมูลส่วนนี้ทั้งในใบเซอร์เพชรตัวเต็มและในใบเซอร์ฉบับย่อด้วย

จุดที่ 5  Clarity Characteristics แสดงประเภทและลักษณะต่างๆ ของตำหนิที่มีในเพชร บวกกับจะมีกำกับไว้ด้วยว่าตำหนิของเพชรนั้นเกิดขึ้นในบริเวณใดบ้าง

  1. รูปจำลองส่วนหน้าของเพชร
  2. รูปจำลองส่วนด้านล่างของเพชร
  3. จุดที่บอกตำหนิ เป็นสัญลักษณ์ต่างๆ บริเวณที่พบตำหนิในเพชรเม็ดนั้นๆ

จุดที่ 6  Grading Scales สเกลของเพชรซึ่งจะแสดงเป็นตารางตามหลักสากลที่เชื่อถือได้ของใบเซอร์ GIA ได้แก่ สเกลสี ความสะอาด การเจียระไนของเพชร
และส่วนสุดท้ายก็คือตราสัญลักษณ์ขององค์กรที่ออกใบเซอร์เพชร

Powered by keepvid themefull earn money